การปฐมพยาบาลทางจิตใจ

Psychological First Aid: PFA

การปฐมพยาบาลทางจิตใจ คือ การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์รุนแรง เช่น ผู้สูญเสีย ผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้ที่รอดชีวิต โดยการเข้าไปช่วยเหลืออย่างรวดเร็วที่สุด

เจตคติและคุณลักษณะของผู้ให้การช่วยเหลือด้านจิตใจ (PFA)

เจตคติเป็นความคิด ความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างมีทิศทาง ประกอบด้วยลักษณะที่สำคัญ 3 ประการ คือ ส่วนที่แสดงความคิดเห็น ความรู้สึก และความพร้อมที่จะกระทำ ซึ่งสามารถกระทำได้โดย

  1. กระตุ้นให้เกิดการคิดไตร่ตรอง ใส่ใจ
  2. สนับสนุนให้เกิดการวิเคราะห์
  3. มองถึงสิ่งที่จะเกิดตามมาในอนาคต รวมถึงผลกระทบต่อบุคคล ชุมชน และสังคม

การมีเจตคติที่ดีในการช่วยเหลือด้านจิตใจเบื้องต้น จะต้อง

  1. ทำตัวให้สงบ

เนื่องจากจะทำให้ผู้ประสบภัยรู้สึกปลอดภัย และมีความมั่นคงทางจิตใจเพิ่มขึ้น ระมัดระวังไม่ให้สถานการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นหรืออารมณ์ของผู้ประสบภัย มีผลกระทบต่อจิตใจจนเสียการควบคุมตนเอง

  1. แสดงความอบอุ่น

ผู้ให้การช่วยเหลือควรแสดงออกโดยการสนอกสนใจ ฟังผู้ประสบภัยเล่าเรื่อง ควรมีภาษากายที่เปิดเผย โทนเสียงต้องนุ่มเบา ฟังดูสงบ พยักหน้าเป็นครั้งคราว ตลอดจนนั่งใกล้ๆ กับผู้ประสบภัย

  1. แสดงการตระหนักรู้ถึงปัญหา

ผู้ให้การช่วยเหลือต้องแสดงท่าทียืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ไม่แสดงท่าที หรือคำพูดที่ไปลดความสำคัญของปัญหาของผู้ประสบภัย เช่นคำว่า “ไม่เป็นไร” หรือ “ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง”

  1. แสดง Empathy

การแสดงออกถึง Empathy แตกต่างจากการเห็นอกเห็นใจ(Sympathy) การแสดงถึง Empathy จะต้องรับฟังอย่างเข้าใจเพื่อจะได้เห็น และรับรู้ถึงมุมมองของผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงความสามารถในการแสดงการตอบสนองออกมาจากใจจริง เพื่อให้ผู้ประสบภัยทราบว่า ผู้ให้การช่วยเหลือเข้าใจเขาอย่างแท้จริง

  1. แสดงออกถึงความจริงใจ

ผู้ให้การช่วยเหลือจะต้องให้ข้อมูลที่เป็นจริงแก่ผู้ได้รับผลกระทบ จะทำให้ผู้ได้รับผลกระทบรู้สึกไว้วางใจ ซึ่งจะมีผลระยะยาวในการช่วยเหลือด้านจิตใจ และด้านอื่นๆ ในขั้นตอนต่อไป นอกจากนี้ผู้ให้การช่วยเหลือควรตระหนักถึงจุดเด่น และจุดด้อยของตนเองเพื่อผู้ให้การช่วยเหลือสามารถแสดงออกอย่างจริงใจ ไม่เสแสร้งในการช่วยเหลือ

  1. เสริมอำนาจในการควบคุมตนเอง และสิ่งแวดล้อม

ผู้ประสบภัยมักตกอยู่ในสถานการณ์ที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ผู้ให้การช่วยเหลือจะต้องเพิ่มความรู้สึกถึงความเข้มแข็ง กล้าหาญ และความสามารถในการควบคุมให้กลับคืนมา เปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบมีอำนาจในการตัดสินใจว่าสิ่งใดควรทำ หรือไม่ควรทำ

 

คุณลักษณะของผู้ให้การช่วยเหลือด้านจิตใจเบื้องต้น

ผู้ให้การช่วยเหลือด้านจิตใจเบื้องต้น ควรมีคุณลักษณะดังนี้

  1. ท่าทีอบอุ่น จริงใจ ไม่เสแสร้ง ไม่ทำโดยคิดว่าเป็นหน้าที่
  2. Active listening skills
  3. มีการควบคุมตนเอง และสติ
  4. มี service-minded
  5. มีความอดทนต่อสถานการณ์
  6. มีความมั่นใจในตนเอง
  7. มีความเมตตา
  8. มีความรู้เทคนิคการให้คำปรึกษาเบื้องต้น
  9. มีความรู้ด้านวัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยม วิถีชีวิตศาสนา และหลักศรัทธา
  10. ยืดหยุ่น มีไหวพริบในการแก้ไขสถานการณ์
  11. ช่างสังเกต มีความเข้าใจและสามารถที่จะตีความปฏิกิริยาได้อย่างถูกต้อง
  12. ไวต่อการจับความรู้สึก

การปฐมพยาบาลทางจิตใจ (Psychological First Aid: PFA ) ด้วยหลักการ EASE

  1. E : Engagement

หมายถึง การที่ผู้ให้การช่วยเหลือมีวิธีการเข้าถึงผู้ประสบเหตุการณ์วิกฤตได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สร้างสัมพันธภาพจนได้รับความไว้วางใจจากผู้ประสบเหตุการณ์วิกฤต วิธีการเข้าถึงและการสร้างสัมพันธภาพ ประกอบด้วย 3ส. ได้แก่

ส.1 สังเกตสีหน้าท่าทาง พฤติกรรมและอารมณ์โดยรวมของผู้ประสบเหตุการณ์วิกฤต

ส.2 สร้างสัมพันธภาพและแนะนำตัวเอง

ส.3 สื่อสาร พูดคุยเบื้องต้นโดยใช้คำถามปลายเปิด เช่น ถามถึงอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

  1. A : Assessment

หมายถึง การประเมินผู้ประสบเหตุการณ์วิกฤตอย่างครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ประกอบด้วย 3ป. ได้แก่

ป.1 ประเมินและตอบสนองความต้องการอย่างเร่งด่วนด้านร่างกายและจิตใจ เช่น ปัจจัย4 (ยา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม น้ำที่พักพิง) ความปลอดภัย และบริการทางการแพทย์

ป.2 ประเมินสภาพจิตใจ ประเมินว่าผู้ประสบภาวะวิกฤตกำลังอยู่ในระยะอารมณ์อย่างไร เช่น ช็อค ปฏิเสธ โกรธ ต่อรอง เศร้าเสียใจ

ป.3 ประเมินความต้องการทางสังคม โดยเฉพาะการติดต่อประสานญาติ ผู้ใกล้ชิด แหล่งช่วยเหลือทางสังคม

  1. S : Skills

หมายถึง ทักษะในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุการณ์วิกฤต เพื่อลดความแปรปรวนทางอารมณ์ และสร้างศักยภาพในการจัดการปัญหาประกอบด้วยหลักการ “เรียกขวัญคืนสติ ลดความเจ็บปวดทางใจ เสริมสร้างทักษะ”

เรียกขวัญคืนสติ เช่น ใช้เทคนิค Breathing exercise,Grounding, Touching skill และการนวดสัมผัส

ลดความเจ็บปวดทางใจ คือ active listening skills โดยให้ระบายความรู้สึก ช่วยให้เข้าใจความรู้สึกตนเอง

เสริมสร้างทักษะ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้วิธีการจัดการอารมณ์ของตนอย่างเหมาะสม

  1. E : Education

หมายถึง การให้สุขภาพจิตศึกษาและข้อมูลที่จำเป็นเพื่อช่วยให้ผู้ประสบเหตุการณ์วิกฤตสามารถดำรงชีวิตอย่างปกติโดยเร็วประกอบด้วย 3ต. ได้แก่

ต.1 ตรวจสอบความต้องการ โดยไต่ถามถึงข้อมูลและตรวจสอบความต้องการช่วยเหลือที่จำเป็นและเร่งด่วน

ต.2 เติมเต็มความรู้ ให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้นจากความเครียด และผลกระทบทางจิตใจที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งบอกวิธีการปฏิบัติตัวเพื่อลดความเครียด แหล่งช่วยเหลือต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน เช่น เงินทุน สิทธิประโยชน์ที่ควรได้ เป็นต้น

ต.3 ติดตามต่อเนื่อง ร่วมกันวางแผนและหาแนวทางในการรับการช่วยเหลือต่างๆ เพิ่มเติม

วิธีการสร้างสัมพันธภาพและการเข้าถึงจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบ(Engagement)

E : Engagement หมายถึง 3ส. ได้แก่ การสังเกตภาษาท่าทางและพฤติกรรม การสร้างสัมพันธภาพ และการสื่อสาร

การสังเกตภาษาท่าทางและพฤติกรรม

สิ่งที่ต้องสังเกตคือ

Nonverbal ได้แก่ สีหน้า แววตา ท่าทาง การเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น กำมือ มือไขว่คว้า ผุดลุกผุดนั่ง ลุกลี้ลุกลน น้ำเสียงกรีดร้อง ตะโกน แผ่วเบา ละล่ำละลักจับใจความไม่ได้ ลั่นสะอื้น ก้มหน้า เอามือกุมศีรษะหรือปิดหน้า นอนหรือนั่งแบบหมดอาลัยตายอยาก นั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อน เดินไปเดินมา

Verbal ได้แก่ พูดสับสนฟังไม่รู้เรื่อง ด่าทอ ร้องขอความช่วยเหลือ พูดซ้ำไปซ้ำมา พูดวกวน

การสร้างสัมพันธภาพ

วิธีการเริ่มจากการที่ผู้ให้การช่วยเหลือควรมีท่าทีสงบนิ่ง เพื่อเป็นหลักทางใจให้กับผู้ประสบเหตุการณ์วิกฤต มีการแนะนำตัวเองมีการมองหน้าสบตา แต่ไม่ใช่จ้องหน้า รับฟังด้วยท่าทีที่สงบให้กำลังใจด้วยการพยักหน้า การสัมผัส ซึ่งการแสดงออกของผู้ให้การช่วยเหลือควรเหมาะสมกับเหตุการณ์อารมณ์ความรู้สึกและสภาพสังคมวัฒนธรรม ศาสนาของผู้ประสบเหตุการณ์วิกฤต เช่น ไม่ยิ้มในขณะที่อีกฝ่ายเศร้าแม้ว่าต้องการจะยิ้มเพื่อให้กำลังใจก็ตาม ไม่พยายามฝืนความรู้สึกของผู้ประสบเหตุการณ์วิกฤตเมื่อเขายังไม่พร้อม ยกตัวอย่างเมื่อเขาอยู่ในภาวะช็อค นั่งนิ่ง ไม่ควรฝืนความรู้สึกโดยพยายามให้เขาลุกขึ้นเดินไปยังสถานที่อื่น แต่ควรนั่งอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าเขาจะรู้สึกผ่อนคลายลง จึงจะชวนเขาไปยังห้องพักที่เตรียมไว้

การสื่อสาร

ควรเริ่มพูดคุยเบื้องต้นเมื่อผู้ประสบเหตุการณ์วิกฤตมีความพร้อม เช่น เริ่มสบตา มีท่าทีที่ผ่อนคลาย มีสติรู้ตัว รับรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวชัดเจนขึ้น เริ่มมองเห็นคนที่อยู่เคียงข้างเขา รับรู้ว่ารอบตัวเขาเป็นสถานที่ใด โดยเน้นถึงความรู้สึกขณะนั้น เช่นถามว่า “ตอนนี้รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง” เพื่อให้พูดระบายความรู้สึกแต่ไม่ควรซักถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากผู้ประสบเหตุการณ์วิกฤตอยากเล่า